Skip to content

ประวัติสมาพันธ์

 

ประวัติจุดกำเนิด และบทบาทสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์นั้นมีเรื่องราวพอสังเขปดังนี้ ย้อนไปเมื่อประมาณ 57 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่ง ได้ดำเนินการ ก่อตั้งองค์กรขึ้นเป็นของตนเองแห่งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2484 คือ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีพระยาปรีชานุศาสน์ เป็นนายกสมาคมท่านแรก (ต่อมาสมาคมแห่งนี้ ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2532 ในสมัยที่นายชัยรัตน์ คำนวณ เป็นนายกสมาคม) องค์กรแห่งนี้ นับเป็นของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ทุกระดับประเภท ไม่ว่าจะเป็นช่างเรียง ช่างแท่น คนตรวจปรู๊ฟ นักข่าว ช่างภาพ คนในกองบรรณาธิการ ตลอดจนบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการและเจ้าของหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

หลังจากนั้นอีก 13 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2497 ได้มีกลุ่มนักข่าวช่างภาพอาวุโส กลุ่มหนึ่งมีการรวมตัวกันก่อตั้งองค์กรที่ 2 ขึ้นมาใหม่คือ “สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ” โดยมีนายอิศรา อมันตกุล เป็นนายกสมาคมคนแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2498 สมาคมฯ แห่งนี้ได้กำหนดคุณสมบัติของ ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกให้แคบลงไปอีกหน่อย คือจะรับผู้ที่ปฏิบัติงาน ในกองบรรณาธิการเท่านั้น

ต่อมาอีก 10 ปี ให้กลุ่มได้มีกลุ่มนักหนังสือพิมพ์อาวุโส จำนวนหนึ่งรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรที่ 3 ขึ้นมาอีกหนึ่งองค์กรคือ “สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2508 โดยมีนายเฉลิม วุฒิโฆสิต เป็นนายกสมาคมคนแรก องค์กรนี้ได้กำหนดและจำกัดคุณสมบัติ ผู้ที่จะเป็นสมาชิกให้แคบลงเข้าไปอีก คือกำหนดคุณสมบัติ เฉพาะผู้ที่ทำหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ประจำการในกองบรรณาธิการเท่านั้น

สมาคมแห่งนี้ ต่อมาเมื่อสมัยที่นายเสฐียร พันธรังษี เป็นนายกสมาคม ฯ ได้กราบทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ อาคารสมาคมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2512 และต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดป้ายอาคารสมาคมฯ พร้อมทั้งมีพระราชดำรัส แด่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในครั้งนี้ด้วย ตามหนังสือกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ของนายประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ นายกสมาคมฯ สมัยนั้น

จึงนับได้ว่าสมาคมฯ แห่งนี้เป็นองค์กรเดียวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ มายังองค์กร ของผู้ประกอบการวิชาชีพหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นพระองค์ทั้ง 2 มิได้เสด็จฯ อีกเลยจะมีเพียงแต่พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำขององค์กรเหล่านี้ เข้าเฝ้าพร้อมกับพระราชทานพระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัสเท่านั้น

ในเวลาต่อมา ได้มีผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ อีกหลายแขนงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการรวมกลุ่มกันก่อตั้งองค์กรขึ้น มาใหม่ในนามสมาคมและชมรมอีกมากมาย แต่พอที่จะนับถือว่า เป็นองค์กรที่มีความสำคัญเฉพาะเทคนิคเช่น สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยสมาคมต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น ต่างดำเนินกิจกรรมในแต่ละด้านแตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์ที่ก่อตั้งขึ้น แต่ภาพโดยรวมเพื่อเป็นการดูแลสมาชิกในด้านสวัสดิการ การปกป้องคุ้มครองในการทำงาน ของสมาชิกเป็นหลักสำคัญ

สำหรับจุดกำเนิดในการที่ องค์กรผู้ประกอบวิชาชีพร่วมกันดำเนินการก่อตั้ง “สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี 2520 เมื่อผู้นำองค์กรหลักทั้ง 5 สมาคม ประกอบด้วยสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลสมัยที่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการแก้ไข พรบ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 และ เรื่องการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ของกระทรวงมหาดไทย ที่นับวันที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งการรวมตัวครั้งนั้นถือเป็นการรวมตัวแบบ “เฉพาะกิจ” เท่านั้นโดยยังไม่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเท่าใดนัก จากผลการรวมตัวครั้งนั้น นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ของวงการผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ที่จะได้ดำเนินการก่อตั้งองค์กรกลางขึ้นมารองรับในอนาคต

จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2523 กลุ่มองค์กรต่างๆ ได้มีการรวมตัวกันอย่างจริงจังขึ้นมา เมื่อสมัยที่นายสุนทร ทาซ้าย เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นายกิตติ ชูพินิจ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลสมัยที่ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสื่อมวลชนมักจะถูกตำหนิจากฝ่ายรัฐบาลอยู่เนืองๆ ในเรื่องการแจ้งข่าวที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าเนื่องจากฝ่ายสื่อมวลชน มีประมาณมากเหลือเกิน แต่ถ้าหากมีองค์กรที่รัฐบาลสามารถแจ้งผ่านได้ ก็จะเป็นการดี กอรปกับทางด้านองค์กรในต่างประเทศโดยเฉพาะ “สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน” ซึ่งเป็นองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ไทยเราร่วมเป็นสมาชิก และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2518 ที่กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซียในนามของ “สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ที่มีนายมานิจ สุขสมจิตร เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นางเสริมศรี เอกชัย เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) โดยทั้งสองสมาคมฯดังกล่าว ได้มีการติดต่อประสานงานอยู่กับ องค์กรผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ของต่างประเทศ แต่สมาคมอื่น ๆ มิได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงเดียวกันเลย จะมีแต่เพียงสมาคมนักข่าวฯ และนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ที่ได้ดำเนินงานด้านกิจกรรมในนาม “ผู้แทนสื่อมวลชนไทย” แต่เพียงลำพังไปพลางก่อน ดังนั้นต่อมานายกทั้ง 2 สมาคม มีความคิดที่จะรวมตัวกันอย่างจริงจังเสียที ทั้งนี้เพื่อที่จะให้องค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2523 คณะกรรมการบริหารทั้ง 8 สมาคม คือ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้มีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือกัน ในการที่ยกร่างธรรมนูญเพี่อดำเนินการก่อตั้ง “สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ณ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ

ในการประชุมครั้งนั้นได้มอบหมายให้ นายทองใบ ทองเปาด์ เลขาธิการสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ยกร่างธรรมนูญสมาพันธ์ ฯ ขึ้น โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาประกอบด้วยนายมานิจ สุขสมจิตร อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นายสุนทร ทาซ้าย นายกสมาคมนักข่าวฯ นายกิตติ ชูพินิจ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายพอใจ ชัยะเวฬุ เลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายปรีชา สามัคคีธรรม นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายนรินทร์ มณีท่าโพธิ์ เลขาธิการสมาพันธ์หนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย หลังจากการพิจารณากันเบื้องต้นแล้ว ที่ประชุมมีมติให้นำร่างดังกล่าวนำเข้าเสนอต่อ ที่ประชุมของตัวแทน ทั้ง 8 สมาคมเพื่อพิจารณาให้รับหลักการต่อไป

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2523 ได้มีการเรียกประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารทั้ง 8 สมาคม โดยมีผู้แทนของแต่ละสมาคม อันประกอบด้วยนายกและเลขาธิการสมาคมฯ เป็นคณะกรรมการร่วมกันพิจารณา ยกร่างธรรมนูญสมาพันธ์ฯ ที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณากันอย่างละเอียดแล้ว มีมติให้รับร่างธรรมนูญสมาพันธ์ฯ ฉบับนี้ อีกทั้งยังได้กำหนดให้มีพิธีสถาปนาการก่อตั้ง “สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน 2523 ซึ่งกับวันที่ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ โดยสมัยนั้น เรียกกันว่า “วันชาติไทย” ของเรา

ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2523 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันสถาปนาขึ้น ณ โรงแรมเอราวัณ ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ โดยมี ฯพณฯ พล.อ.เสริม ณ นคร รองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติมาเป็นประธานพิธี ของวันสถาปนาสมาพันธ์ฯ ในโอกาสนี้ได้มีการประชุมของคณะกรรมการบริหารทั้ง 8 สมาคม แล้วมีมติเลือกตั้งให้ นายกิตติ ชูพินิจ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคนแรก และเลือกตั้งให้นายสนั่น หัตถโกศล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานสมาพันธ์ฯ และนายธงชัย ณ นคร เลขาธิการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ฯ

จากนั้นที่ประชุมได้มอบหมายให้นายกสมาคมทั้ง 8 สมาคม ทำพิธีลงนามสถาปนา “สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ประกอบด้วย นายปรีชา สามัคคีธรรม นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายสุนทร ทาซ้าย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นายกิตติ ชูพินิจ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายเทพ ชาญณรงค์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย นายสนั่น หัตถโกศล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย นายจรูญ วาณิชชา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย และนายสมชาย จันทะวังโส นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย

เสร็จแล้วได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ชุดแรก) ประจำปี 2523 – 2524 ตามธรรมนูญสมาพันธ์ฯ โดยให้นายกสมาคมและเลขาธิการของทั้ง 8 สมาคม เป็นคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ โดยตำแหน่งดังนี้

ที่ปรึกษา
โชติ มณีน้อย, มานิจ สุขสมจิตร, ชลอ อยู่เย็น, มานะ แพร่พันธุ์, ดร.สมควร กวียะ, ประสาน มีเฟื่องศาสตร์, สมบัติ ภู่กาญจน์, ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์, ปรีชา พบสุข

ประธานสมาพันธ์
กิตติ ชูพินิจ (นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย)

รองประธาน
สนั่น หัตถโกศล (นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย)

เลขาธิการ
ธงชัย ณ นคร (เลขาธิการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย)

รองเลขาธิการ
ทองใบ ทองเปาด์ (เลขาธิการสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย)

เหรัญญิก
สมชาย จันทวังโส (นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย)

กรรมการบริหาร
ปรีชา สามัคคีธรรม (นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย), สุนทร ทาซ้าย (นายกสมาคมนักข่าวฯ), เทพ ชาญณรงค์ (นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย), นคร วีระประวัติ (นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย), จรูญ วานิชชา (นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย), พอใจ ชัยะเวฬุ(เลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย), ศุภสินธุ์ อุดมสถาผล (เลขาธิการสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย), เรืองนาม เรืองวุฒิ (เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย), สุรชัย วิเศษโสภา (เลขาธิการสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย)

สำหรับบทบาทในด้านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่คณะกรรมการบริหาร สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาในแต่ละชุดได้ดำเนินงานไปแล้ว ของรอบ 20 ปี พอสรุปได้เป็นสังเขปดังนี้ ระหว่างวันที่ 11 – 18 กรกฎาคม 2523 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดง “นิทรรศการภาพข่าวอาเซียน” ของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ณ กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ หลังจากที่ภาพข่าวชุดนี้ได้เคยแสดงมาแล้วที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดนีเซีย เมืองโซโล เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2523 มีนายสมศักดิ์ ชูโต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดแสดงภาพดังกล่าว

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2523 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดอภิปรายเรื่อง “หนังสือพิมพ์ไทยถูกจำกัดเสรีภาพจริงหรือ” ณ กรมประชาสัมพันธ์มีวิทยากรผู้ร่วมอภิปราย คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ดร.บุญเลิศ ศุภดิลก,น.ส.สุพัตรา มาศดิตถ์,นางเสริมศรี เอกชัย มี นายสุนทร ทาซ้าย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและกรรมการสมาพันธ์ฯ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ปรากฎว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้ารับฟังเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2523 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสมัย ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้เลือกนักหนังสือพิมพ์ เพื่อร่วมเดินทางไปเป็นผู้แทน ทำข่าวนายกรัฐมนตรี เยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 – 30 ตุลาคม 2523

โดยที่ประชุมมีมติเลือก นายกิตติ ชูพินิจ,น.ส.วิภา สุขกิจ,นายนคร วีระประวัติ และ นายสมชาย จันทะวังโส ให้เป็นผู้แทนหนังสือพิมพ์ไปทำข่าวภาพ และจะต้องส่งข่าวและภาพให้กับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในลักษณะ “พูล” ที่ได้ทำขึ้นเป็นครั้งแรกของวงการหนังสือพิมพ์ จากนั้นเมื่อวันที่ 15 – 20 กุมภาพันธ์ 2524 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีโอากาสเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2524 ค.ศ.1981 (จึงนับเป็นครั้งแรกที่สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน) CAJ ได้มาจัดประชุมสมัชชาใหญ่ที่ประเทศไทย เพื่อดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหาร สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ณ โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพฯ ในโอกาสนี้สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะต้องรับตำแหน่งประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 ได้มีการเลือกตั้ง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนคนใหม่ นายกิตติ ชูพินิจ ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เสนอให้นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรนี้ด้วย ให้เป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน คนใหม่พร้อมเลือกตั้งให้นายฮาโมโก้ จากประเทศอินโดนีเซีย เป็นรองประธาน และแต่งตั้งให้นายธงชัย ณ นคร เลขาธิการสมาพันธ์ และเลขาธิการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เป็นเลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน สำหรับการประชุมสมัชชาใหญ่นั้นจะหมุนเวียนกันไปทุก ๆ 2 ปี โดยเริ่มจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย เมื่อประเทศใดเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสมัชชาใหญ่ ประเทศนั้นจะต้องเป็นประธานสมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน เป็นเวลา 2 ปี และในทุก ๆ ปีจะได้มีการหมุนเวียนการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ในทุกประเทศเช่นกัน ส่วนคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ จะมีผู้แทนของแต่ละประเทศเข้าไปเป็นกรรมการประเทศละ 2 คน

ส่วนรูปแบบการบริหารงาน ของคณะกรรมการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ในวันที่ 24 มิถุนายน ของทุก ๆ ปี เพื่อดำเนินการเลือกตั้ง ประธานและคณะกรรมการ บริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชุดใหม่

เมื่อปี 2524 นายกำแหง ภริตานนท์ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 2 ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2524 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำทีมโดยนายกำแหง ภริตานนท์ ประธานสมาพันธ์ฯ และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้จัดสัมมนาร่วมกับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อเรื่อง “หนังสือพิมพ์กับความอยู่รอด…?” ณ ตึกเอนกประสงค์ ฯพณฯ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองค์มนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดงาน โดย ศ.ประภาศ อวยชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้กล่าวปราศรัย และ นายกำแหง ภริตานนท์ ประธานสมาพันธ์ฯ กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี

เมื่อปี 2526 – 2527 นายพอใจ ชัยะเวฬุ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นประธาน สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์คนใหม่ จากนั้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2526 ระหว่างเวลา 16.30 – 18.30 น. ณ ห้อง วส.103 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะวารสารศาสตร์ฯ ได้จัดอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “พรบ. การพิมพ์ฉบับใหม่เพิ่มหรือลดโซ่ตรวน” โดยวิทยากรประกอบด้วย นายจรัส พั้วช่วย ส.ส.พรรคกิจสังคม ผศ.พิศิษฏ์ ชวาลาธวัช อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายทองใบ ทองเปาด์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ และ นายวรพจน์ โอสภาภิรัตน์ นายกองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง และเลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2527 นายพอใจ ชัยะเวฬุ ประธานสมาพันธ์ฯ ได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 สำหรับนักหนังสือพิมพ์ระดับบริหารทั่วประเทศ เพื่อสัมมนาและการอภิปรายเรื่อง “ปัญหากฎหมายการพิมพ์ฉบับใหม่” ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎรมากล่าวเปิดงานสัมมนา ส่วนวิทยากรประกอบด้วย ศ.บำรุงสุข ศรีอำไพ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชูเชิด รักตะบุตร ผู้พิพากษาศาลฎีกา นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความแม็กไซไซ และ นายสุนทร ทาซ้าย นักหนังสือพิมพ์อาวุโสและอดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย โดย นายพอใจ ชัยะเวฬุ ประธานสมาพันธ์ฯ และนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ได้มีบรรดานักหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 200 คน สรุปในการสัมมนาครั้งนี้ได้คัดค้าน พ.ร.บ.การพิมพ์ฉบับใหม่

เมื่อปี 2528 น.ส.วิภา สุขกิจ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 4 ประจำปี 2528 – 2529 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2528 จากนั้นเมื่อวันที่ 16 -21 กันยายน ในฐานะประธานสมาพันธ์ฯ ได้นำคณะกรรมการบริหารและผู้เกี่ยวข้องไปประชุมสมัชชาใหญ่ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ปรากฎว่าประธานสมาพันธ์ฯ ได้เป็นกรรมการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์อาเซียน คู่กับนายธงชัย ณ นคร ส่วนการประกวดภาพข่าวยอดเยี่ยมอาเซียน ปรากฎว่าภาพ “เอธิโอเปียอาเซียน” ของ พินิจ เวชรักษ์ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ส่วนรางวัลรองชนะเลิศได้แก่ภาพ “นี่หรือคือศัตรู” ของนายวีระ มูลสุข จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ระหว่างวันที่ 12 -14 พฤศจิกายน 2529 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการ บริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์อาเซียนประจำปี พร้อมกับมีการประกวดภาพข่าวอาเซียน ยอดเยี่ยมประจำปี ณ โรงแรมอิมพีเรียล ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ น.ส.วิภา สุขกิจ ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ทั้ง 8 สมาคม ที่เป็นสมาชิกภาคีได้จัดงานอย่างสมเกียรติ ฯพณฯ ดร.จิรายุ อิสรางกูล ณ อยุธยา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี ผลการตัดสิน ภาพข่าวอาเซียนปรากฎว่า ภาพข่าวของประเทศมาเลเซียชนะเลิศ ส่วนประเทศไทยได้รับรางวัลที่ 3 ชื่อภาพ “รุมกินโต๊ะ” จากผลงานของนายพลากร กวยะปาณิก จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมื่อปี 2530 นายสำเริง คำพะอุ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 5 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2530 โดยได้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นหลักของสมาพันธ์ฯมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือ การสนับสนุนให้มีการยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งขณะนั้น ได้มีการยกร่างขึ้นมาใหม่ และผ่านความเห็นชอบ ของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 3 วาระ พร้อมกับสนับสนุนให้ยกเลิก ปร.42 ประธานสมาพันธ์ฯ ได้ตั้งเป็นสโลแกนในเรื่องนี้ว่า “จะต้องต่อสู้ไปอย่างอดทน อย่างเอาเป็นเอาตาย ภายใต้คติที่ว่า เพราะเสรีภาพคือลมหายใจของเรา” ส่วนกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งคือ การสอบชิงทุนไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทุนของ NSK ที่ให้โควต้าสมาพันธ์ฯไว้ปีละ 3 ทุนนั้น ได้มอบหมายให้สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือก

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2531 นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 2 ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในโอกาสนี้คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ได้มีมติให้มีการแก้ไขธรรมนูญสมาพันธ์ฯ โดยให้มีการเพิ่มตำแหน่ง คณะกรรมการบริหาร จากเดิมมีนายกสมาคม กับเลขาธิการสมาคม มาเป็น นายก – อุปนายก -และเหรัญญิก รวมสมาคมละ 4 คน ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำหนดจัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี การก่อตั้งสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ประชุมมีมติให้จัดขึ้นใน วันที่ 15 กันยายน 2532 ในโอกาสนี้ ได้จัดให้มี พิธีเปิดป้ายสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขึ้นด้วย โดยมี “หลวงพ่ออุตะมะ” พระเกจิชื่อดังของประเทศไทย มาเป็นประธานพิธี นับว่าเป็นครั้งแรกที่สมาพันธ์ฯ จัดพิธีเปิดป้ายอย่างเป็นทางการขึ้น หลังจากได้ก่อตั้งมาครบ 10 ปี

ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม 2532 (คศ.1989) ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้นำคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ทั้ง 8 สมาคม เดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซี่ยน ที่ประเทศสิงคโปร์ ในการประชุมครั้งนี้ จัดให้มีการประกวด ภาพข่าวอาเซียนยอดเยี่ยมประจำปีด้วย ผลปรากฎว่า ภาพของนายไพศาล ดั่งยะฤทธิ์ จากหนังสือพิมพ์มติชน ชื่อภาพ “ไทยสู้ไทย” จากเหตุการณ์ที่ชาวบ้านตีกัน เกี่ยวกับที่ดินของวัดธรรมกาย ได้รับการตัดสินให้เป็นภาพชนะเลิศในปีนี้ จากการที่นายบัณฑิตได้ไปประชุมมาในครั้งนี้ ได้ดำเนินการปรับบทบาทของ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้มีความสัมพันธ์กับ กลุ่มสมาชิกสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนมากยิ่งขึ้น

ต่อมาเมื่อวันที 24 มิถุนายน 2533 นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ ประธานสมาพันธ์ ที่หมดวาระในครั้งนี้ ได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ เพื่อเลือกตั้งประธานสมาพันธ์ฯ คนใหม่ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีมอบรางวัลภาพข่าวอาเซียนยอดเยี่ยม ให้กับเจ้าของผลงานดังกล่าว และมอบรางวัลให้กับ นายสันติ เหมยสวาท ฝ่ายศิลป์ นสพ.ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดตราสัญลักษณ์ ของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ในการประชุมสมัชชาใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์

เสร็จแล้วได้เลือกตั้ง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคนใหม่ เนื่องจากนายบัณฑิตต้องสละตำแหน่ง นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพราะเป็นติดต่อกันมา 2ปี ตามข้อบังคับ ผลการเลือกตั้งนายไพฑูรย์ สุนทร นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 7 ประจำปี 2533

เมื่อนายไพฑูรย์ สุนทร เป็นประธานสมาพันธ์ฯ แล้ว ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร พร้อมกับกำหนดนโยบาย ในการที่จะดำเนินการสนับสนุนให้มีการรณรงค์ เพื่อให้รัฐบาลยกเลิก พรบ.การพิมพ์ และปร. 42 อีกทั้งยังได้แต่งตั้งผู้แทนสมาพันธ์ เข้าไปร่วมในคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับเรื่องที่จะปรับปรุงพระราชบัญญัติ การพิมพ์ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ในเรื่องเกี่ยวกับการที่เสนอใหรัฐบาลยกเลิก ปร.42 นั้นประธานสมาพันธ์ฯ ได้ร่วมกับกลุ่มสมัชชานักหนังสือพิมพ์ ไปประชุมแสดงความคิดเห็นให้ยกเลิก ปร.42 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ถนนวิทยุ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2533 คณะรัฐมนตรีสมัยของ ฯพณฯ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีได้รับหลักการ พระราชบัญญัติยกเลิก ปร.42 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2533

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2534 นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 3 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสมาพันธ์ฯ เป็นสมัยที่ 3 การดำเนินงานในด้านกิจกรรมของสมาพันธ์ เริ่มเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ทั้ง 8 สมาคม ต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมากยิ่งขึ้น จากนั้นเมื่อวันที่ 21-23 สิงหาคม 2534 ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้นำคณะกรรมการบริหารฯ เดินทางไปร่วมงานฉลองครบรอบ 15 ปี สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยมี นายฮาโมโก้ รมต.ข่าวสาร (ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นประธานรัฐสภา ประเทศอินโดนีเซีย) เป็นประธานในพิธี

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 9 ของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2534 (ค.ศ.1991) นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเกียรตินี้ โดยจัดขึ้นที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ ประธานสมาพันธ์ และคณะกรรมการบริหารได้เรียนเชิญ ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานพิธีเปิดงานพร้อมกับกล่าวปาฐกถาพิเศษด้วย ในการประชุมครั้งนี้ ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะต้องเป็นประธานสมาพันนักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนด้วย

ดังนั้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 ได้มีการประชุมเลือกตั้งประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ นสพ.บางกอกโพสต์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน นับเป็นคนที่ 2 ต่อจากนายมานิจ สุขสมจิตร ที่ได้เป็นประธานสมาพันธ์ฯ แห่งนี้ พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งนายสุวัฒน์ ทองธนากุล เลขาธิการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบรรณาธิการ นสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ชุดใหม่ ประจำปี 2534- 2536

และได้แต่งตั้ง นายบรรจบ ลิ้มจรูญ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซี่ยน สืบแทน นายปรีชา พบสุข ที่พ้นตำแหน่งนายกสมาคมเดียวกัน จากนั้นการดำเนินงานของทั้ง 2 สมาพันธ์ฯ ได้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยมีการแลกเปลี่ยนกลุ่มนักหนังสือพิมพ์ จากประเทศจีนและเวียดนามในการเดินทางไปดูงานซึ่งกันและกัน

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 นายพิพัฒน์ เลิศกิตติสุข ประธานสมาคมสโมสรผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้ทำหนังสือ ขอยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในเวลาต่อมาคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ ได้ประชุมและมีมติให้รับ สมาคมสโมสรผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เข้าเป็นลำดับที่ 9 หลังจากที่ได้ก่อตั้งมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2523 ต่อมาคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ได้มีมติที่ประชุมให้มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ของสมาพันธ์ฯ ใหม่ โดยจัดให้มีการประกวดขึ้น ผลปรากฎว่าคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ได้มีมติเลือกตราสัญลักษณ์ของฝ่ายศิลป์ นสพ.ผู้จัดการรายวัน ที่ส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ ให้ได้รับการตัดสินให้รับรางวัลชนะเลิศ แล้วนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของสมาพันธ์ฯ จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ยังมีมติให้จัดงานฉลองครบรอบ 12 ปี การก่อตั้งสมาพันธ์ฯ ขึ้นด้วย

ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2535 นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ ประธานสมาพันธ์ฯ พร้อมคณะกรรมการบริหารได้ร่วมกัน จัดงานดังกล่าวขึ้น ณ โรงแรมแอมสบาสเดอร์ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมี ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีให้เกียรติมาเป็นประธานพิธี พร้อมกับแสดงปาฐกถาพิเศษ ในโอกาสครบรอบ 12 ปี การก่อตั้งสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในงานยังได้มีพิธีมอบหนังสือรับรอง การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมสโมสรผู้สื่อสื่อข่าวเศรษฐกิจ ให้กับ นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมฯ ในครั้งนี้ด้วย ส่วนการบริหารงานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ที่ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นอยู่นั้น ได้มีการริเริ่ม จัดทำบัตรประจำตัวนักหนังสือพิมพ์ ขี้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่เคยมีการออกกบัตรนี้มาแล้ว เมื่อประมาณปี 2528 ตลอดจนได้มีการเดินทาง ไปร่วมประชุมในกิจการของสมาพันธ์ฯ ที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต่ออีกสมัย เนื่องจากยังมีตำแหน่ง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนอยู่ในขณะที่ นายสุทิน กาญจนไพบูลย์ เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานสมาพันธ์ฯ จากนั้นเมื่อวันที่ 17-19 มกราคม 2537 ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้นำคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ เดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 10 ของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนชุดใหม่

โดยในวันที่ 17 มกราคม 2537 คณะนักหนังสือพิมพ์ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมดกว่า 100 คน ได้เดินทางเข้าพบกับ “ประธานาธิบดี ซูฮาร์โต้” ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อเวลา 16.00 น. ต่อมาในตอนค่ำวันที่ 18 ได้มีการประชุมเลือกตั้งประธานสมาพันธ์ คนใหม่แทน นายบัณฑิต ที่พ้นวาระไป จากนั้นในที่ประชุมโดย นายโฮเซ่ ปาเวีย ผู้ร่วมก่อตั้งสมาพันธ์ แห่งนี้ชาวฟิลิปปินส์ได้เสนอขอแต่งตั้งให้ นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อดีตประธานสมาพันธ์ฯ ให้เป็น “ประธานกิตติศักดิ์สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน” ซึ่งในการนี้ปรากฎว่า นายตัน เอ็งไถ่ ประธานสหภาพหนังสือพิมพ์แห่งชาติสิงคโปร์ ได้กล่าวสนับสนุนเต็มที่กับข้อเสนอนี้ เพราะที่ผลงานที่ผ่านมา เขาได้ทำให้นักหนังสือพิมพ์ในกลุ่มอาเซียน มารวมตัวกันเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง จึงถือได้ว่านายบัณฑิต เป็นอดีตประธานสมาพันธ์คนเดียวที่ได้รีบเกียรตินี้

จากนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2537 นายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนใหม่สืบแทนนายบัณฑิตที่พ้นวาระไป ส่วนการดำเนินงานในกิจกรรมของสมาพันธ์ฯ ก็จะเน้นในเรื่องการสนับสนุนให้มีการยกเลิก พรบ. การพิมพ์ปี 2484 เช่นเคย พร้อมกับเดินทางไปสร้างความสัมพันธ์ของนักหนังสือพิมพ์ ในกลุ่มของประเทศอาเซียน รวมไปถึงดำเนินการจัดสอบชิงทุนของนักข่าว เพื่อดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นในนามของ ทุน N.H.K. ขึ่งปัจจุบันเหลือเพียงโควต้าอยู่ 2 คนต่อปีเท่านั้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ได้มีมติแต่งตั้งให้นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อดีตประธานสมาพันธ์ทั้งสองเป็น “ประธานกิตติมศักดิ์สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2538 นายศุภเกียรติ ธารณกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นประธานสมาพันธ์ฯ คนใหม่ นายวิเชียร นิลิกานนท์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ได้ทำหนังสือยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฯ คณะกรรมการบริหารมีมติรับเรื่องไว้พิจาณาตรวจสอบความถูกต้องต่อไป

เมื่อวันที่ 19-24 มีนาคม 2539 นายศุภเกียรติ ธารณกุล ประธานสมาพันธ์ฯ ได้นำคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 11 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเลือกตั้ง ประธาน และคณะกรรมการ บริหารสมาพันธ์ฯ ชุดใหม่ ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีมติให้รับประเทศเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกภาคีของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน เป็นประเทศที่ 6 เรียงลำดับดังนี้ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งอินโดนีเซีย สโมสรนักหนังสือพิมพ์แห่งฟิลิปปินส์ สหภาพนักหนังสือพิมพ์แห่งมาเลเซีย สหภาพนักหนังสือพิมพ์แห่งสิงคโปร์ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และล่าสุดคือ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งเวียดนาม ในโอกาสนี้ยังมีการประกวด ภาพข่าวอาเซียนยอดเยี่ยมประจำปีด้วย ปรากฎว่าภาพข่าว “ไอ้คลั่ง”ของ นายเมธี เข็มวงศ์ทอง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค นสพ.เดลินิวส์ ได้รับตัดสินให้เป็นภาพชนะเลิศประจำปีนี้

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ มีมติให้รับสมาคมผู้สื่อข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ลำดับที่ 10 และมีมติให้จัดงานฉลองครบรอบ 16 ปี การก่อตั้งสมาพันธ์ฯ ขึ้นด้วย โดยให้จัดในวันก่อตั้งสมาพันธ์ฯ วันที่ 24 มิถุนายน 2539 โดยได้มอบหมายให้คณะทำงานไปดำเนินการจัดงาน จนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 ได้มีการจัดงานฉลองครบรอบ 16 ปี ณ ห้องประชุมใหญ่ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจัดงานครั้งนี้ได้ทำพิธี มอบหนังสือการเข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ โดยมี นายวิเชียร นีลิกานนท์ นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบจากประธานสมาพันธ์ฯ ต่อจากนั้นได้มีการจัดปาฐกถาและอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “คุณภาพสื่อมวลชนไทยในยุคข่าวสาร” และ “วิสัยทรรศน์สื่อมวลชนไทย” โดยวิทยากรคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานรัฐสภา ส่วนการอภิปรายวิทยากรประกอบด้วย นางเสริมศรี เอกชัย , ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล, นายทองใบ ทองเปาด์, นายบุญเรือง ถาวรสวัสดิ์ มีนายสุภาพ คลี่ขจาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจมาร่วมงานจำนวนมาก

สำหรับเกียรติประวัติของสมาพันธ์นัก หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ได้รับการยกย่อง ของกลุ่มเพื่อนสมาชิกสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียนแล้ว นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 5 สมัย กับอดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน 2 ปี ได้ทำงานให้กับองค์กรทั้ง 2 มีความเจริญก้าวหน้า และเป็นปึกแผ่นมากขึ้น จนกระทั่งองค์กรทั้ง 2 ได้แต่งตั้งให้เป็น “ประธานกิตติมศักดิ์” ของสมาพันธ์ ฯ ทั้ง 2 เมื่อปี 2537 จากผลงานดังกล่าวนี้ทำให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเวียดนาม ได้มอบเหรียญ “ผู้มีคุณูปการต่อวงการหนังสือพิมพ์เวียดนาม” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 นับเป็นบุคคลเดียวในอาเซียนที่ได้รีบเกียรตินี้ ซึ่งได้กระทำพิธีมอบ ณ หอประชุมในพิพิธภัณฑ์โฮ จิ มินส์ กรุงฮานอย

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 นายสมาน สุดโต นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งใหัเป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 10 สำหรับภารกิจที่สำคัญและนับเป็นประวัติศาสตร์ของคนวงการหนังสือพิมพ์ไทยคือ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 สมาพันธ์นักหนังสือหพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีพิธีลงนาม ในสัตยาบรรณของเหล่าบรรดา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ทุกฉบับ เพื่อสถาปนาก่อตั้ง “สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีบรรดานักหนังสือพิมพ์ ทั้งไทยและต่างประเทศ มาร่วมงานกันมากมาย นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญเนื่องจาก ที่ผ่านมาได้มีการพยายามที่จะตั้ง “สภาการหนังสือพิมพ์” กันมานานแล้ว

จากนั้นได้มีการประชุม เพื่อพิจารณายกร่างข้อบังคับ โดยมีมติเลือก ศ.นพ. ประเวศ วะสี เป็นประธานคณะกรรมการยกร่างข้อบังคับ ต่อมาได้มีการเลือกตั้งให้ “นายมานิจ สุขสมจิตร” อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” เป็นคนแรกพร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดแรก เพื่อดำเนินการบริหาร สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต่อไป เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคณะได้เดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ ประจำปี 2540 ของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมี พล.อ.ฟิเดล รามอส ประธานาธิบดี ให้การต้อนรับคณะนักหนังสือพิมพ์ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

เมื่อปี 2541 นางชุติมา บูรณรัชดา นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งให้เป็น “ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ” คนที่ 11 สำหรับภารกิจของคณะกรรมการบริหารชุดนี้ ได้มีการแต่งตั้งผู้แทนฝ่ายหนังสือพิมพ์นำโดย นายมานิจ สุขสมจิตร พร้อมคณะเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายที่ปรึกษากฎหมายของ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รมว. มหาดไทย เกี่ยวกับเรื่องที่จะให้มีการยกเลิก พรบ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ซึ่งต่อมากำลังจะมีการประกาศยกเลิก แล้วเปลี่ยนมาเป็น พรบ.จดแจ้งหนังสือพิมพ์มาแทน

ต่อมาระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2541 ประธานสมาพันธ์ฯ พร้อมคณะกรรมการบริหารฯ ได้เดินทางไปเยือนประเทศเวียตนาม ตามคำเชิญของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งเวียตนาม ในโอกาสนี้ทางรัฐบาลเวียตนามมอบหมายให้ นายฟามเกี๊ยะ เคียม รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาต้อนรับคณะนักหนังสือพิมพ์จากประเทศไทย จากนั้นเมื่อวันที่ 15-18 ตุลาคม 2541 สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการบริหารประจำปี ณ โรงแรมโมนาร์ด ลีการ์เด้น เขตบางรัก ในวันพิธีเปิดการประชุมมี นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิด

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 นายสุวัฒน์ ทองธนากุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คนที่ 12 ในการประชุมของคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ได้มีการแก้ไขธรรมนูญสมาพันธ์ เกี่ยวกับเรื่องการเงินค่าบำรุงสมาชิก จากปีละ 2,000 บาท แก้เป็นปีละ 5,000 บาท เมื่อวันที่ 5-10 เมษายน 2542 ประธานสมาพันธ์ฯ ได้เดินทางไปร่วมสัมมนานักหนังสือพิมพ์จีน-อาเซียน ในหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชขนในการส่งเสริมความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจเอเซีย” ณ กรุงปักกิ่ง และนครเชินเจิ้น ประเทศจีน โดยมีนักหนังสือพิมพ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน 8 ประเทศ เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งสมาพันธ์ขึ้น โดยให้เรียนเชิญนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย มาเป็นประธานพิธีเปิดงานและกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “หนังสือพิมพ์ไทยในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับการจัดสัมมนาในหัวข้อเดียวกันนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ณ โรงแรมเดอะ แกรนด์ กรุงเทพ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 2-8 สิงหาคม 2542 คณะสื่อมวลชนจากประเทศเวียตนาม จำนวน 10 คน เดินทางมาดูงานของวงการหนังสือพิมพ์ไทย วิทยุ โทรทัศน์ ในนามของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งเวียตนาม ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้นำคณะเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ส่วนทางการสอบแข่งขัน ของนักข่าวที่ไปดูงานประเทศญี่ปุ่น โดยทุน “เอ็น.เอส.เค” นั้นยังได้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องมาทุกปี ๆ จำนวน 2 ทุน

ที่กล่าวทั้งหมดนี้ก็คือส่วนหนึ่งของ “จุดกำเนิดและบทบาทของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งเทศไทย ที่ได้ก่อตั้งมาครบ 26 ปี จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะมุ่งประเด็นด้านความสัมพันธ์ กับบรรดานักหนังสือพิมพ์ ของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก นอกจากนี้สำหรับบทบาทของสมาพันธ์ ภายในประเทศนั้น จะเน้นหนักไปทางด้านบทบาท การต่อสู้ของคนในวงการหนังสือพิมพ์ไทยเป็นสำคัญ